เปลี่ยนบ้านปรุให้กลับมาปัง รีโนเวทอย่างไรให้ถูกใจลูกค้าเจ้าของบ้าน

เปลี่ยนบ้านปรุให้กลับมาปัง รีโนเวทอย่างไรให้ถูกใจลูกค้าเจ้าของบ้าน

            สำหรับชาวสถาปนิก หรือนักออกแบบหากได้รับโจทย์งานรีโนเวทบ้านขึ้นมาสักหลัง อาจต้องเจอความท้าทายในเรื่องของการออกแบบ โดยเฉพาะการบริหารงบประมาณ และความพึงพอใจของลูกค้า การ “รื้อ” งานเก่าและเนรมิตให้สวยใหม่ ต้องใช้พลัง ความอดทน การคิดวิเคราะห์ รวมถึงมีบุคคลอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ วิศวกร ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน ตกแต่งภายใน และเจ้าของบ้าน รวมทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาร่วมด้วยตั้งแต่ระยะเวลา งบประมาณที่ลูกค้าต่อรองราคา เพื่อชิ้นงานที่ดีที่สุด สิ่งเหล่านี้คงเป็นปัจจัยหนักอกสำหรับสถาปนิกหลายคน ดังนั้นในบทความนี้จะรวบรวมเทคนิคดีๆที่เป็นประโยชน์สำหรับสถาปนิกเมื่อที่ได้รับโจทย์ในการรีโนเวทงานบ้าน

            ก่อนที่จะไปถึงงานออกแบบ และระบุสเปกวัสดุ สิ่งสำคัญคือการตีโจทย์ความต้องการจากลูกค้า ด้วยการทำความเข้าใจ และข้อตกลงร่วมกัน ตั้งแต่สไตล์ที่อยากได้ วัสดุที่ชอบ กรอบระยะเวลา ไปจนถึงงบประมาณ หากมีภาพอ้างอิงหรืองานตัวอย่างก็จะทำให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในขั้นตอนการออกแบบบ้าน และคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคงเป็นใครไม่ได้นอกจาก“สถาปนิก และตัวเจ้าของบ้านเอง” เพราะบุคคลทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ร่วมกำหนดสไตล์ ขอบเขตว่าต้องการรีโนเวทบ้านว่าจะออกมาในรูปแบบใด เริ่มต้นด้วยการออกแบบร่างขั้นต้น ด้วยภาพสเก็ตช์ หรือภาพสามมิติ เพื่อนำเสนองานที่มองไว้ร่วมกันเจ้าของบ้าน

รีโนเวทไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องห่างไกลเชื้อโรคด้วย

            เรากำลังอยู่ในยุคที่ต้องคำนึงถึง ความสะอาด และ สุขอนามัย มาเป็นอันดับต้นๆในงานออกแบบ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่รุมเร้าด้วยฝุ่นควัน มลพิษ ตลอดจนสารเคมีที่อาจเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพเจ้าของบ้านโดยไม่รู้ตัว การออกแบบโดยคำนึงแสงธรรมชาติ เข้ามาเป็นไอเดียน่าสนใจ เพราะนอกจากจะทำให้บรรยากาศดูกว้าง โปร่ง น่าอยู่อาศัยแล้ว แสงแดดยังช่วยฆ่าเชื้อโรค ทั้งนี้การออกแบบควรคำนึงถึงตำแหน่งของช่องลมด้วย แนะนำให้เลี่ยงทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพราะลมในช่วงหน้าหนาวจะพัดฝุ่นเข้าบ้าน และช่องลมสำหรับตัวบ้านควรอยู่ด้านตรงข้ามกัน เพราะจะช่วยให้อากาศสามารถไหลเวียนได้ทั่วถึง 

หมั่นตรวจจับสัญญาณที่ควรเปลี่ยน

เจ้าของบ้านส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาเรียบร้อยแล้ว เราขอแนะนำให้เช็คสุขภาพบริเวณภายในบ้านว่าอะไรถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยน เมื่อเราจับสัญญาณดังกล่าวได้ ให้รีบปรับปรุงทันที เช่น บานเลื่อนฝืด บานพับมีเสียงดัง หรือบานประตูตกจนลากกับพื้นและมีเสียงไม่น่าฟัง หรือการเคาะผนังหากรู้สึกไม่แน่นทึบ แปลว่าอาจจะถึงเวลาที่ต้องรีโนเวทแล้ว

แค่กั้นห้องก็เปลี่ยนโฉมบ้านได้ง่ายๆเพียงแค่ 3 วัน

โดยทั่วไปงานรีโนเวทบ้านมักจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 1-3 เดือน หรือบางครั้งยาวนานเป็นปี แต่ถ้าลูกค้าหรือเจ้าของบ้านต้องการใช้งานพื้นที่แบบด่วนๆ แนะนำให้ใช้การก่อสร้างระบบแห้ง เช่น ผนังยิปซัม ซึ่งจะสามารถติดตั้งผนังห้องได้เสร็จภายใน 3 วัน  ข้อดีของระบบผนังยิปซัม คือ น้ำหนักเบา สามารถติดตั้งได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงแนวคาน ไม่ต้องเสริมคานเพิ่มและไม่กระทบกับโครงสร้างเดิมของอาคารหรือบ้านเก่าช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายด้านงานโครงสร้างได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ ให้หน้างานสะอาด ฝุ่นน้อย ทำให้พื้นที่หน้างาน  หรือบริเวณบ้านโดยรอบไม่สกปรกเลอะเทอะจนไม่หน้ามองและการเก็บทำความสะอาดก็เป็นเรื่องง่าย

 

ในปัจจุบันมีระบบผนังยิปซัมรุ่นใหม่ อย่างระบบผนังโซลิดวอลล์ วี 2 ตราช้าง ที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์เจ้าของบ้านโดยเฉพาะ ด้วยส่วนประกอบของระบบผนังที่มีแผ่นผนังเนื้อแผ่นแน่น ให้ความรู้สึกแน่นทึบเมื่อทดลองเคาะ ทั้งยังมั่นใจได้ว่าแข็งแรง ทนทาน และที่สำคัญ สามารถป้องกันเสียงระหว่างห้องได้ดีเยี่ยม โดยมีค่าการกั้นเสียง 43-52 dB เหมาะแก่การใช้กั้นห้อง ทำเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น เพื่อยกระดับความเงียบสงบให้พื้นที่ส่วนตัว สร้างความเปลี่ยนแปลงในบ้านได้ระยะเวลาอันสั้น ช่วยเนรมิตบ้านในฝันให้ปังภายในระยะเวลาอันสั้น

อย่าลืมว่าการรีโนเวทบ้านไม่ใช่เป็นเรื่องการออกแบบอย่างเดียว การเลือกวัสดุและอุปกรณ์มาใช้งานได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งมองข้ามไม่ได้นะครับ